TSER คืออะไร? วิธีดูค่ากันความร้อนฟิล์มกรองแสงให้เข้าใจง่าย

14 จำนวนผู้เข้าชม  | 

TSER คืออะไร?

TSER คืออะไร? ค่ากันความร้อนฟิล์มกรองแสง ดูอย่างไรให้เลือกได้ถูก

เวลาจะเลือกฟิล์มกรองแสงรถยนต์ หลายคนมักเห็นตัวเลขบนโบรชัวร์ เช่น IR 97%, TSER 74% หรือ UV 99% แล้วสงสัยว่าตัวเลขเหล่านี้หมายถึงอะไร และควรดูตัวไหนเป็นหลักในการเลือกฟิล์ม

หนึ่งในค่าที่สำคัญมากสำหรับการเปรียบเทียบประสิทธิภาพการลดพลังงานจากแสงอาทิตย์คือ TSER หรือ Total Solar Energy Rejected ซึ่งเป็นค่าที่ใช้บอกความสามารถของฟิล์มในการปฏิเสธพลังงานจากแสงอาทิตย์โดยรวม

แต่ TSER ไม่ใช่ตัวเลขเดียวที่ควรดู เพราะ IR และ TSER วัดคนละสิ่ง การเข้าใจความแตกต่างของทั้งสองค่าจะช่วยให้เลือกฟิล์มได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น และไม่ต้องตัดสินใจจากตัวเลขโฆษณาเพียงตัวเดียว

บทความนี้จะอธิบายว่า TSER คืออะไร ต่างจาก IR อย่างไร ควรดูตัวเลขเท่าไร ฟิล์มเข้มกับฟิล์มใสมีผลอย่างไร และถ้าต้องการฟิล์มระดับพรีเมียมอย่าง Super Hi-Kool FIRST CLASS ควรพิจารณาอะไรเพิ่มเติม


TSER คืออะไร?

TSER ย่อมาจาก Total Solar Energy Rejected หรือค่าการปฏิเสธพลังงานแสงอาทิตย์รวม เป็นค่าที่ใช้แสดงประสิทธิภาพของฟิล์มในการลดพลังงานจากแสงอาทิตย์ที่ผ่านเข้าสู่กระจก

พูดให้เข้าใจง่ายที่สุดคือ หากฟิล์มมีค่า TSER สูง ก็หมายความว่าฟิล์มสามารถปฏิเสธพลังงานจากแสงอาทิตย์ได้มากขึ้นโดยรวม ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ควรนำมาใช้ประกอบการเลือกฟิล์มกรองแสง

อย่างไรก็ตาม การดูค่า TSER ควรพิจารณาควบคู่กับค่าอื่น เช่น IR, UV และ VLT รวมถึงวิธีการทดสอบและมาตรฐานที่ใช้ในการระบุค่าดังกล่าว เพราะตัวเลขจากคนละวิธีการทดสอบอาจไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันตรง ๆ ได้เสมอไป


TSER สำคัญอย่างไรกับฟิล์มกรองแสงรถยนต์?

เมื่อรถจอดอยู่กลางแดด กระจกเป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญที่พลังงานจากแสงอาทิตย์สามารถเข้าสู่ห้องโดยสารได้ ฟิล์มกรองแสงจึงมีหน้าที่ช่วยลดพลังงานที่ผ่านเข้ามา เพื่อให้ภายในรถรู้สึกร้อนน้อยลง

ค่า TSER จึงมีประโยชน์ในการช่วยประเมินภาพรวมของประสิทธิภาพฟิล์ม เพราะไม่ได้มองเฉพาะรังสีอินฟราเรดเพียงช่วงเดียว แต่พิจารณาพลังงานจากแสงอาทิตย์ในภาพรวม

ดังนั้น หากกำลังเปรียบเทียบฟิล์มหลายรุ่น การเห็นเพียงคำว่า "IR สูง" อาจยังไม่เพียงพอ ควรเปิดดูข้อมูล TSER และสเปคอื่น ๆ ของฟิล์มร่วมด้วย


IR กับ TSER ต่างกันอย่างไร?

นี่เป็นคำถามที่คนเลือกฟิล์มกรองแสงถามกันบ่อยมาก เพราะบนโบรชัวร์ของฟิล์มหลายรุ่นจะมีตัวเลข IR และ TSER อยู่ด้วยกัน

IR หรือ Infrared Rejection เป็นค่าที่ใช้แสดงความสามารถของฟิล์มในการลดรังสีอินฟราเรด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพลังงานจากแสงอาทิตย์ ขณะที่ TSER เป็นค่าที่สะท้อนการปฏิเสธพลังงานแสงอาทิตย์โดยรวม

หัวข้อIRTSER
ชื่อเต็มInfrared RejectionTotal Solar Energy Rejected
วัดอะไรการลดรังสีอินฟราเรดการปฏิเสธพลังงานจากแสงอาทิตย์โดยรวม
ใช้ประกอบการเลือกฟิล์มควรดูควรดู
ใช้ดูเพียงค่าเดียวได้หรือไม่ไม่ควรไม่ควร
บอกภาพรวมการลดพลังงานจากแสงอาทิตย์ไม่ทั้งหมดใช่

สรุปง่าย ๆ คือ IR เป็นหนึ่งในข้อมูลที่ควรดู ส่วน TSER เป็นข้อมูลที่ช่วยมองภาพรวมของการปฏิเสธพลังงานแสงอาทิตย์ จึงควรดูทั้งสองค่าร่วมกันแทนการเลือกจากตัวเลขเพียงตัวเดียว


TSER ยิ่งสูง ยิ่งดีหรือไม่?

โดยหลักการ หากเปรียบเทียบฟิล์มที่ใช้วิธีการทดสอบและมาตรฐานเดียวกัน ค่า TSER ที่สูงกว่าหมายถึงความสามารถในการปฏิเสธพลังงานแสงอาทิตย์รวมที่สูงกว่า

แต่การจะบอกว่าฟิล์มรุ่นหนึ่ง "ดีกว่า" อีกรุ่นหนึ่งจากค่า TSER เพียงอย่างเดียวอาจไม่ถูกต้อง เพราะการเลือกฟิล์มยังต้องพิจารณาความใส ความเข้ม ความคมชัด ค่า IR การป้องกัน UV รวมถึงความเหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน

ตัวอย่างเช่น ผู้ขับรถกลางคืนเป็นประจำอาจให้ความสำคัญกับความคมชัดและทัศนวิสัยมากกว่าการเลือกฟิล์มที่เข้มที่สุด ขณะที่ผู้ที่จอดรถกลางแจ้งเป็นเวลานานอาจให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพการลดพลังงานความร้อนมากเป็นพิเศษ


TSER 50%, 60%, 70% ต่างกันอย่างไร?

ตัวเลข TSER สามารถใช้ช่วยเปรียบเทียบประสิทธิภาพของฟิล์มได้ หากเป็นข้อมูลที่ได้จากมาตรฐานและเงื่อนไขการทดสอบเดียวกัน

ค่า TSERความหมายโดยทั่วไปเหมาะกับใคร
ประมาณ 50%ปฏิเสธพลังงานแสงอาทิตย์รวมในระดับหนึ่งผู้ที่ต้องการฟิล์มระดับมาตรฐาน
ประมาณ 60%ประสิทธิภาพการลดพลังงานรวมสูงขึ้นผู้ที่ต้องการความสบายจากความร้อนมากขึ้น
ประมาณ 70% ขึ้นไปอยู่ในกลุ่มที่มีประสิทธิภาพสูงผู้ที่เน้นประสิทธิภาพการกันความร้อน

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขในตารางเป็นเพียงแนวทางในการทำความเข้าใจ ไม่ควรนำค่าจากคนละมาตรฐานหรือคนละเงื่อนไขการทดสอบมาเทียบกันโดยตรง เพราะวิธีการทดสอบมีผลต่อค่าที่รายงาน


ฟิล์ม First Class มีค่า TSER เท่าไร?

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาฟิล์มระดับพรีเมียม Super Hi-Kool FIRST CLASS ระบุค่า TSER สูงสุดที่ 74% และค่า IR สูงสุดที่ 97% พร้อมการป้องกันรังสี UV สูงสุด 99% โดยข้อมูลของผลิตภัณฑ์ระบุว่ามีการเพิ่มชั้นสะท้อนความร้อนเพื่อลดการอมความร้อนของฟิล์ม

นอกจากตัวเลขด้านประสิทธิภาพแล้ว First Class ยังผ่านการรับรองมาตรฐาน BS EN 410 และ ASTM ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ ซึ่งช่วยให้การอ่านค่าประสิทธิภาพมีบริบทด้านมาตรฐานการทดสอบประกอบด้วย

หากต้องการอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับฟิล์มรุ่นนี้ สามารถอ่านต่อได้ที่ ฟิล์ม First Class ดีไหม?


ทำไมค่า IR สูง แต่ TSER อาจไม่ได้สูงตาม?

นี่เป็นอีกเรื่องที่ควรรู้ก่อนเลือกฟิล์ม เพราะค่า IR และ TSER ไม่ได้วัดสิ่งเดียวกัน

ฟิล์มบางรุ่นสามารถมีค่า IR สูงมากในช่วงคลื่นที่ใช้ทดสอบ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีค่า TSER สูงที่สุดเสมอไป เพราะ TSER พิจารณาพลังงานจากแสงอาทิตย์ในภาพรวม

ดังนั้น หากเห็นฟิล์มที่โฆษณาว่า IR 99% ไม่ควรสรุปทันทีว่าฟิล์มรุ่นนั้นกันความร้อนได้ดีที่สุด ควรเปิดดูค่า TSER และข้อมูลการทดสอบอื่น ๆ ประกอบด้วย


เลือกฟิล์มจาก TSER อย่างเดียวได้ไหม?

คำตอบคือ ไม่ควร

การเลือกฟิล์มกรองแสงที่ดีควรมองหลายองค์ประกอบร่วมกัน เพราะรถแต่ละคันและผู้ใช้งานแต่ละคนมีความต้องการแตกต่างกัน

  • TSER ดูภาพรวมการปฏิเสธพลังงานจากแสงอาทิตย์
  • IR ดูความสามารถในการลดรังสีอินฟราเรดตามวิธีทดสอบที่ระบุ
  • UV ดูความสามารถในการป้องกันรังสี UV
  • VLT ดูปริมาณแสงที่สามารถผ่านฟิล์มได้
  • ความคมชัด สำคัญต่อการขับขี่ โดยเฉพาะเวลากลางคืน
  • เทคโนโลยีฟิล์ม เช่น ฟิล์มเซรามิคและโครงสร้างหลายชั้น
  • การรับประกัน ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการใช้งานระยะยาว

ความเข้มของฟิล์มมีผลต่อ TSER หรือไม่?

มีผลได้ แต่ไม่ควรเข้าใจว่า "ฟิล์มยิ่งเข้ม = กันความร้อนได้ดีกว่าเสมอ" เพราะประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับวัสดุและเทคโนโลยีของฟิล์มด้วย

ฟิล์มความเข้ม 40% ที่มีเทคโนโลยีการลดความร้อนที่ดี อาจให้ประสิทธิภาพโดยรวมดีกว่าฟิล์มราคาถูกที่มีความเข้มมากกว่าแต่ใช้วัสดุที่มีประสิทธิภาพต่ำกว่า

ดังนั้น การเลือกฟิล์มควรแยกคำว่า "ความเข้ม" ออกจากคำว่า "ประสิทธิภาพการกันความร้อน" ทั้งสองเรื่องเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ได้เป็นเรื่องเดียวกัน

หากต้องการเปรียบเทียบความเข้ม 40%, 60% และ 80% สามารถอ่านบทความ ฟิล์มกรองแสง 40% 60% และ 80% ต่างกันอย่างไร?


ฟิล์มเซรามิคกับค่า TSER เกี่ยวข้องกันอย่างไร?

ฟิล์มเซรามิคเป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่สามารถออกแบบให้มีประสิทธิภาพในการลดความร้อนได้สูง โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มความเข้มของฟิล์มจนมืดมาก

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ฟิล์มเซรามิคได้รับความนิยมในรถยนต์รุ่นใหม่ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าที่ผู้ใช้ต้องการทั้งความเย็น ความคมชัด และการใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในรถโดยไม่มีปัญหาการรบกวนสัญญาณ

หากต้องการทำความเข้าใจเทคโนโลยีเพิ่มเติม สามารถอ่าน ฟิล์มเซรามิค คืออะไร? ข้อดี ข้อเสีย และวิธีเลือกฟิล์มให้เหมาะกับรถ


วิธีเลือกฟิล์มกรองแสงให้กันร้อนจริง

หากต้องเลือกฟิล์มใหม่ อย่าดูเพียงคำว่า "กันความร้อนสูง" หรือ "IR สูง" แต่ควรขอดูตารางสเปคของผลิตภัณฑ์ และพิจารณาค่าต่าง ๆ ร่วมกัน

  1. ดูค่า TSER เพื่อประเมินการปฏิเสธพลังงานแสงอาทิตย์โดยรวม
  2. ดูค่า IR และตรวจสอบวิธีการทดสอบที่ใช้
  3. ดูค่า UV เพื่อประเมินการป้องกันรังสี UV
  4. ดู VLT ให้เหมาะกับความต้องการด้านทัศนวิสัยและความเข้ม
  5. ดูความคมชัดของฟิล์ม โดยเฉพาะหากต้องขับรถกลางคืน
  6. เลือกเทคโนโลยีที่เหมาะกับรถ เช่น ฟิล์มเซรามิคสำหรับรถที่ต้องการลดความร้อนและใช้งานระบบอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก
  7. ตรวจสอบระยะเวลาการรับประกัน

สรุป TSER คืออะไร? ต้องดูค่าไหนเมื่อเลือกฟิล์ม

TSER คือค่าการปฏิเสธพลังงานจากแสงอาทิตย์โดยรวม เป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบประสิทธิภาพของฟิล์มกรองแสงได้ แต่ไม่ควรใช้เป็นเกณฑ์เพียงตัวเดียว

การเลือกฟิล์มที่เหมาะสมควรพิจารณา TSER ร่วมกับ IR, UV, VLT, ความคมชัด เทคโนโลยีของฟิล์ม และการรับประกัน โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบฟิล์มหลายแบรนด์ ควรตรวจสอบว่าค่าที่นำมาเทียบกันใช้มาตรฐานและวิธีการทดสอบเดียวกันหรือไม่

สำหรับผู้ที่ต้องการฟิล์มระดับพรีเมียม Super Hi-Kool FIRST CLASS เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจ โดยข้อมูลผลิตภัณฑ์ระบุค่า TSER สูงสุด 74%, IR สูงสุด 97% และ UV สูงสุด 99% พร้อมชั้นสะท้อนความร้อนที่ช่วยลดการอมความร้อนของฟิล์ม

สุดท้ายแล้ว ฟิล์มที่ดีที่สุดไม่จำเป็นต้องเป็นฟิล์มที่ตัวเลขสูงที่สุดทุกค่า แต่ควรเป็นฟิล์มที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมกับรถ ลักษณะการใช้งาน และความต้องการของผู้ขับขี่มากที่สุด


บทความที่เกี่ยวข้อง


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้