VLT คืออะไร? วิธีดูค่าแสงส่องผ่านฟิล์มรถยนต์

5 จำนวนผู้เข้าชม  | 

VLT คืออะไร? วิธีดูค่าแสงส่องผ่านฟิล์มรถยนต์

VLT คืออะไร? ค่าแสงส่องผ่านฟิล์มดูอย่างไร เลือกฟิล์มให้เหมาะกับการใช้งาน

VLT คืออะไร? VLT หรือ Visible Light Transmission คือค่าที่ใช้บอกว่าแสงที่ตามองเห็นสามารถผ่านกระจกและฟิล์มกรองแสงได้มากน้อยเพียงใด โดยแสดงเป็นเปอร์เซ็นต์ ยิ่งค่า VLT สูง แสงยิ่งผ่านได้มาก ภาพที่มองผ่านฟิล์มจึงมีแนวโน้มสว่างกว่า ส่วน VLT ที่ต่ำหมายถึงมีแสงผ่านน้อยลงและให้ลักษณะที่เข้มขึ้น

ค่า VLT เป็นหนึ่งในตัวเลขสำคัญที่ควรดูเมื่อเลือกฟิล์มรถยนต์ โดยเฉพาะสำหรับกระจกบานหน้า ผู้ที่ขับรถกลางคืนบ่อย หรือผู้ที่ต้องเดินทางผ่านถนนที่มีแสงสว่างน้อย เพราะปริมาณแสงที่ผ่านเข้ามามีผลต่อการมองเห็นสภาพแวดล้อมภายนอกรถ

อย่างไรก็ตาม VLT ไม่ใช่ค่ากันความร้อน และไม่ควรนำไปใช้แทนค่า IR หรือ TSER เพราะแต่ละค่ามีหน้าที่อธิบายคุณสมบัติของฟิล์มคนละด้าน ดังนั้นการเลือกฟิล์มที่เหมาะสมควรดูทั้ง VLT, IR, TSER, UV เทคโนโลยีของฟิล์ม และลักษณะการใช้งานจริงร่วมกัน

VLT ย่อมาจากอะไร และตัวเลขบอกอะไร?

VLT ย่อมาจาก Visible Light Transmission หรือค่าการส่องผ่านของแสงที่มองเห็นได้ ในตารางสเปกฟิล์มกรองแสงมักแสดงเป็นเปอร์เซ็นต์ เช่น VLT 30%, 20%, 10% หรือ 5%

หลักการอ่านสามารถเข้าใจได้ง่าย ๆ ดังนี้

  • VLT สูง = แสงที่มองเห็นผ่านได้มากกว่า
  • VLT ต่ำ = แสงที่มองเห็นผ่านได้น้อยกว่า

ตัวอย่างเช่น หากฟิล์ม A มี VLT 25% และฟิล์ม B มี VLT 5% ฟิล์ม A จะเปิดให้แสงที่มองเห็นผ่านมากกว่าฟิล์ม B ตามค่าที่ระบุในสเปก

แต่ไม่ได้หมายความว่า VLT สูงที่สุดคือดีที่สุดสำหรับทุกคน เพราะการเลือกยังขึ้นอยู่กับตำแหน่งกระจก ความต้องการเรื่องความเป็นส่วนตัว และพฤติกรรมการขับรถของเจ้าของรถด้วย

สำหรับกระจกบานหน้า ผู้ขับมักให้ความสำคัญกับการมองเห็นมากกว่ากระจกด้านหลัง ขณะที่กระจกด้านข้างหรือด้านหลังอาจต้องการความเข้มเพิ่มขึ้นเพื่อช่วยลดแสงและเพิ่มความเป็นส่วนตัว ดังนั้นการเลือกค่า VLT จึงไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกบาน

ค่า VLT สูงหรือต่ำ แบบไหนดีกว่า?

ไม่มีคำตอบเดียวว่าค่า VLT สูงหรือต่ำแบบไหนดีที่สุด เพราะแต่ละแบบตอบโจทย์ต่างกัน

ถ้าเน้นความสว่างและการมองเห็น โดยเฉพาะผู้ที่ขับรถกลางคืนเป็นประจำ การเลือกรหัสที่มี VLT สูงกว่าภายในฟิล์มซีรีส์เดียวกันจะเปิดให้แสงผ่านได้มากกว่า

แต่หากต้องการลดปริมาณแสงที่เข้าสู่รถหรือเพิ่มความเป็นส่วนตัวสำหรับกระจกบางตำแหน่ง ก็อาจเลือก VLT ที่ต่ำลงได้

ก่อนเลือกจึงควรถามตัวเองว่า

  • ใช้รถกลางวันหรือกลางคืนมากกว่า?
  • ขับต่างจังหวัดหรือถนนแสงน้อยบ่อยหรือไม่?
  • ต้องการความเป็นส่วนตัวมากแค่ไหน?
  • กำลังเลือกฟิล์มสำหรับบานหน้า บานข้าง หรือด้านหลัง?
  • ต้องการสมดุลระหว่างความสว่างกับประสิทธิภาพด้านความร้อนแบบใด?

หากตอบคำถามเหล่านี้ก่อน จะช่วยให้เลือก VLT ได้เหมาะกับการใช้งานมากกว่าการเลือกตามความเข้มที่ชอบจากภายนอกเพียงอย่างเดียว

VLT กับความเข้มฟิล์ม 40% 60% 70% 80% ต่างกันอย่างไร?

หนึ่งในจุดที่ผู้ซื้อฟิล์มรถยนต์สับสนบ่อยที่สุดคือการนำคำว่า ความเข้ม 40%, 60%, 70% หรือ 80% ไปตีความว่าเป็นค่า VLT โดยตรง

ในทางปฏิบัติ ชื่อระดับความเข้มเป็นวิธีเรียกกลุ่มฟิล์มให้เข้าใจง่าย ขณะที่ VLT เป็นค่าการส่องผ่านของแสงที่ระบุในสเปกของฟิล์มแต่ละรหัส

ดังนั้นถ้าต้องการรู้ว่าฟิล์มสว่างหรือมืดเพียงใด ควรดูค่าแสงส่องผ่านของรหัสนั้นโดยตรง ไม่ควรคำนวณย้อนจากชื่อความเข้มเอง

ตัวอย่างจาก Super Hi-Kool FIRST CLASS จะเห็นความแตกต่างได้ชัดเจนดังนี้

รหัสระดับความเข้มแสงส่องผ่าน (VLT)
FC3040%26%
FC2060%19%
FC1860%18%
FC1570%13%
FC0580%4%

จากตารางจะเห็นว่า FIRST CLASS รุ่น FC30 ที่เรียกเป็นความเข้ม 40% มีแสงส่องผ่าน 26% ขณะที่ FC05 ซึ่งอยู่ในกลุ่มความเข้ม 80% มีแสงส่องผ่าน 4%

จึงไม่ควรใช้วิธีคิดว่า ความเข้ม 80% ต้องมี VLT 20% หรือเอา 100 ลบด้วยตัวเลขความเข้ม เพราะระบบการเรียกชื่อความเข้มกับค่า VLT ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

หากต้องการเปรียบเทียบระดับความเข้มโดยเฉพาะ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ ฟิล์ม First Class ความเข้มไหนดี? เทียบ 40% 60% 70% 80%

ทำไม VLT จึงสำคัญกับการขับรถกลางคืน?

ในเวลากลางวัน สภาพแวดล้อมภายนอกมีแสงจำนวนมาก แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางคืน ปริมาณแสงลดลง แหล่งกำเนิดแสงอาจเหลือเพียงไฟถนน ไฟหน้ารถ ป้าย หรือแสงจากอาคาร

หากใช้ฟิล์มที่มี VLT ต่ำมาก ปริมาณแสงที่ผ่านเข้ามาก็ลดลงตามไปด้วย จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ที่ขับรถกลางคืนบ่อยควรให้ความสำคัญกับ VLT โดยเฉพาะบริเวณกระจกบานหน้า

สถานการณ์ที่ควรคำนึงถึงเป็นพิเศษ เช่น

  • ขับรถกลับบ้านช่วงกลางคืนเป็นประจำ
  • เดินทางต่างจังหวัดบ่อย
  • ใช้เส้นทางที่มีไฟถนนน้อย
  • ขับช่วงฝนตกหรือทัศนวิสัยไม่ดี
  • เข้าซอยหรือพื้นที่แสงน้อย
  • ต้องใช้กระจกข้างและถอยรถในช่วงกลางคืนบ่อย

ดังนั้น การเลือกฟิล์มบานหน้าไม่ควรตัดสินจากความเข้มเมื่อมองรถจากภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาว่าผู้ขับมองออกจากภายในรถได้สบายเพียงใดในสภาพการใช้งานจริงด้วย

ผู้ที่ต้องขับกลางคืนบ่อยอาจเริ่มพิจารณาจากรหัสที่มีค่า VLT สูงกว่าในซีรีส์เดียวกัน แล้วจึงดูประสิทธิภาพด้านความร้อนประกอบอีกครั้ง

VLT กับ IR ต่างกันอย่างไร?

VLT และ IR เป็นตัวเลขที่อาจอยู่ในตารางสเปกเดียวกัน แต่ใช้บอกข้อมูลคนละเรื่อง

VLT ใช้ดูปริมาณแสงที่มองเห็นที่สามารถผ่านฟิล์ม ส่วน IR ใช้บอกความสามารถของฟิล์มในการปฏิเสธรังสีอินฟราเรดตามสเปกผลิตภัณฑ์

ค่าใช้ดูอะไรใช้ตัดสินเรื่องใด
VLTปริมาณแสงที่มองเห็นผ่านฟิล์มความสว่างและทัศนวิสัย
IRการปฏิเสธรังสีอินฟราเรดใช้เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินประสิทธิภาพด้านความร้อน

ดังนั้น ฟิล์มที่มี IR สูงไม่จำเป็นต้องมี VLT ต่ำเสมอไป และไม่ควรใช้ความเข้มหรือความใสจากสายตาไปคาดเดาค่า IR

ตัวอย่าง FIRST CLASS รุ่น FC30 มีแสงส่องผ่าน 26% และ IR 96% ขณะที่ FC20 มีแสงส่องผ่านลดลงเหลือ 19% แต่มี IR 96% เช่นเดียวกัน

ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า VLT กับ IR เป็นคนละคุณสมบัติ จึงต้องอ่านแยกกัน

หากต้องการทำความเข้าใจ IR เพิ่มเติม สามารถอ่าน IR คืออะไร? ดูค่ากันความร้อนฟิล์มอย่างไร ไม่ให้เข้าใจผิด

VLT กับ TSER ต่างกันอย่างไร?

TSER หรือ Total Solar Energy Rejected เป็นค่าที่ใช้บอกการปฏิเสธพลังงานแสงอาทิตย์โดยรวมของฟิล์มตามสเปกผลิตภัณฑ์ ขณะที่ VLT ใช้ดูปริมาณแสงที่มองเห็นผ่านฟิล์ม

หากต้องการตอบคำถามว่า ฟิล์มนี้มองผ่านแล้วสว่างแค่ไหน ควรดู VLT แต่หากต้องการประเมินภาพรวมด้านการปฏิเสธพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ ควรดู TSER ร่วมกับข้อมูลด้านอื่น

ต้องการดูอะไรค่าที่ควรดู
แสงที่มองเห็นผ่านฟิล์มVLT
การปฏิเสธรังสีอินฟราเรดIR
การปฏิเสธพลังงานแสงอาทิตย์โดยรวมTSER
คุณสมบัติด้านการลดการสัมผัสรังสี UVUV

การเลือกฟิล์มจึงควรดูแต่ละค่าให้ตรงกับสิ่งที่ต้องการรู้ ไม่ควรใช้ VLT ไปแทน IR หรือ TSER

หากต้องการศึกษา TSER โดยละเอียด สามารถอ่าน TSER คืออะไร? วิธีดูค่ากันความร้อนฟิล์มกรองแสงให้เข้าใจง่าย

ฟิล์ม VLT สูง สามารถกันร้อนได้ดีหรือไม่?

สามารถมีประสิทธิภาพด้านความร้อนได้ตามเทคโนโลยีและสเปกของผลิตภัณฑ์ จึงไม่ควรสรุปว่าฟิล์มที่เปิดให้แสงผ่านมากกว่าจะกันความร้อนได้น้อยเสมอไป

แนวคิดที่ว่า ยิ่งมืดยิ่งกันร้อน เป็นวิธีมองที่ไม่ครบ เพราะความเข้มของฟิล์มกับประสิทธิภาพด้านความร้อนไม่ใช่ข้อมูลเดียวกัน

หากต้องการฟิล์มที่มองผ่านได้สบายและยังเน้นประสิทธิภาพด้านความร้อน ควรพิจารณารหัสที่มีค่า VLT เหมาะสมกับการใช้งาน แล้วตรวจสอบ IR และ TSER ของรหัสนั้นต่อ

ตัวอย่าง FIRST CLASS FC30 มี VLT 26%, IR 96% และ TSER 67% ขณะที่ FC05 มี VLT 4%, IR 97% และ TSER 74% ตัวเลขเหล่านี้ช่วยให้เห็นว่าการเปลี่ยนรหัสฟิล์มส่งผลต่อหลายคุณสมบัติพร้อมกัน ไม่ใช่เฉพาะความเข้ม

หากต้องการดูประสิทธิภาพด้านความร้อนของ FIRST CLASS โดยเฉพาะ สามารถอ่าน ฟิล์ม First Class กันร้อนแค่ไหน? เจาะเทคโนโลยี IR 97% TSER 74%

ตัวอย่างสเปก VLT, IR และ TSER ของ Super Hi-Kool FIRST CLASS

Super Hi-Kool FIRST CLASS ใช้เทคโนโลยี Nano Ceramic พร้อมสารพิเศษและชั้นสะท้อนความร้อนที่ช่วยลดการอมความร้อน โดยมี IR สูงสุด 97%, TSER สูงสุด 74% และ UV 99%

อย่างไรก็ตาม ตัวเลข IR และ TSER ดังกล่าวเป็นค่าสูงสุดของซีรีส์ ไม่ใช่ค่าของทุกความเข้ม ดังนั้นควรตรวจสอบสเปกของแต่ละรหัสก่อนเลือกติดตั้งจริง

รหัสความเข้มVLTIRTSERUV
FC3040%26%96%67%99%
FC2060%19%96%69%99%
FC1860%18%96%69%99%
FC1570%13%97%71%99%
FC0580%4%97%74%99%

จากตารางจะเห็นว่าแต่ละรหัสมีจุดสมดุลด้านแสงส่องผ่านและประสิทธิภาพที่แตกต่างกัน เช่น FC30 มี VLT สูงที่สุดในกลุ่มที่ 26% ขณะที่ FC05 มี VLT ต่ำที่สุดที่ 4% และมี TSER สูงสุดในกลุ่มที่ 74%

แต่ไม่ได้หมายความว่า FC05 เหมาะที่สุดกับทุกตำแหน่ง เพราะการเลือกรหัสควรดูว่ากำลังติดตั้งบริเวณใด และเจ้าของรถใช้รถในสภาพแสงแบบไหน

เลือก VLT สำหรับกระจกบานหน้าอย่างไร?

กระจกบานหน้าเป็นตำแหน่งที่ควรให้ความสำคัญกับ VLT มากเป็นพิเศษ เพราะเป็นพื้นที่หลักที่ผู้ขับใช้มองถนน

หากผู้ขับเดินทางกลางคืนเป็นประจำ การเลือกฟิล์มที่มืดเกินความสามารถในการมองเห็นของตัวเองอาจทำให้ใช้งานไม่สบาย แม้ในช่วงกลางวันจะรู้สึกว่าความเข้มกำลังดี

ก่อนเลือกฟิล์มบานหน้า ควรพิจารณาอย่างน้อย 4 เรื่อง

  • ช่วงเวลาที่ใช้รถ หากขับกลางคืนมาก ควรให้น้ำหนักกับทัศนวิสัยเพิ่มขึ้น
  • สภาพเส้นทาง ถนนในเมืองที่มีไฟสว่างกับถนนต่างจังหวัดให้ประสบการณ์ต่างกัน
  • สายตาของผู้ขับ ความสามารถในการมองในที่มืดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
  • สเปกด้านความร้อน ควรดู IR และ TSER ควบคู่กับ VLT

แนวทางที่เหมาะสมคือเลือกระดับที่ผู้ขับมองได้สบายจริงก่อน แล้วค่อยเปรียบเทียบประสิทธิภาพด้านความร้อนของรหัสที่อยู่ในช่วงนั้น

กระจกด้านข้างและด้านหลังต้องใช้ VLT เท่ากับบานหน้าหรือไม่?

ไม่จำเป็นต้องเท่ากัน เพราะหน้าที่ของกระจกแต่ละตำแหน่งต่างกัน

กระจกบานหน้าเน้นการมองถนนเป็นหลัก ส่วนกระจกด้านข้างต้องคำนึงถึงการมองกระจกมองข้าง ขณะที่กระจกด้านหลังอาจสามารถเลือกความเข้มเพิ่มขึ้นตามความต้องการเรื่องความเป็นส่วนตัวและการลดแสง

เจ้าของรถจำนวนมากจึงเลือกใช้ฟิล์มต่างรหัสระหว่างบานหน้ากับรอบคัน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการมองเห็น ความเข้ม และประสิทธิภาพด้านความร้อน

หลักสำคัญคือไม่จำเป็นต้องเลือกความเข้มเดียวทั้งคันเพียงเพื่อให้ตัวเลขเหมือนกัน แต่ควรเลือกตามหน้าที่ของกระจกแต่ละตำแหน่ง

VLT 5% หมายถึงกันความร้อน 95% หรือไม่?

ไม่ใช่ และเป็นความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อย

หากฟิล์มมี VLT 5% หมายความว่าค่าแสงที่มองเห็นผ่านฟิล์มอยู่ที่ 5% ตามสเปก ไม่ได้หมายความว่าฟิล์มกันความร้อน 95%

จึงไม่ควรใช้วิธีนำ 100 ลบด้วย VLT แล้วตีความผลลัพธ์เป็นเปอร์เซ็นต์การกันความร้อน

หากต้องการดูด้านความร้อน ควรพิจารณาค่า IR และ TSER รวมถึงเทคโนโลยีของฟิล์มโดยตรง

วิธีอ่านสเปกฟิล์มให้ครบก่อนตัดสินใจ

เมื่อต้องเปรียบเทียบฟิล์มกรองแสง แนะนำให้ดูข้อมูลตามลำดับต่อไปนี้

1. ดู VLT

ใช้เพื่อประเมินปริมาณแสงที่ผ่านและความสว่างในการมองผ่านฟิล์ม

2. ดู IR

ใช้ดูประสิทธิภาพในการปฏิเสธรังสีอินฟราเรดตามสเปกของรหัสที่กำลังพิจารณา

3. ดู TSER

ใช้ดูการปฏิเสธพลังงานแสงอาทิตย์โดยรวม และควรใช้ประกอบการตัดสินด้านความร้อน

4. ดู UV

ใช้ดูคุณสมบัติในการช่วยลดการสัมผัสรังสี UV และช่วยป้องกันวัสดุภายในรถจากการสัมผัส UV

5. ดูเทคโนโลยีของฟิล์ม

เช่น ฟิล์มเซรามิคหรือ Nano Ceramic รวมถึงโครงสร้างของผลิตภัณฑ์แต่ละรุ่น

6. ดูตำแหน่งกระจก

อย่าเลือกรหัสโดยไม่แยกบานหน้า รอบคัน และตำแหน่งอื่น เพราะความต้องการด้านการมองเห็นต่างกัน

7. ดูพฤติกรรมการใช้รถ

ผู้ที่ขับกลางคืนทุกวันย่อมมีเงื่อนไขในการเลือกต่างจากผู้ที่ใช้รถเฉพาะช่วงกลางวัน

8. ดูการรับประกัน

ควรเลือกรุ่นที่มีข้อมูลผลิตภัณฑ์และการรับประกันชัดเจน โดย FIRST CLASS ระบุรับประกันคุณภาพ 8 ปี ตามเงื่อนไขผลิตภัณฑ์

ซื้อรถใหม่ได้ฟิล์มแถม ควรถามค่า VLT หรือไม่?

ควรถาม เพราะการรู้เพียงว่าได้ ฟิล์ม 40% หรือ 60% ยังไม่เพียงพอสำหรับการเปรียบเทียบอย่างละเอียด

หากได้รับฟิล์มจากศูนย์รถยนต์ ควรสอบถามอย่างน้อยว่าเป็นแบรนด์อะไร รุ่นอะไร รหัสอะไร และมีค่า VLT, IR, TSER และ UV เท่าไร

ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เจ้าของรถพิจารณาได้ว่าฟิล์มที่ได้รับตอบโจทย์หรือไม่ ก่อนติดตั้งลงบนรถจริง

สำหรับผู้ที่กำลังเลือกระหว่างรับฟิล์มที่มากับรถกับการเลือกฟิล์มพรีเมียมเอง สามารถอ่าน ฟิล์มแถมศูนย์ดีไหม? ต่างจากฟิล์มพรีเมียมอย่างไร

ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อดูค่า VLT

  • คิดว่า VLT คือค่ากันความร้อน VLT ใช้ดูแสงที่มองเห็น ไม่ใช่ค่าความร้อน
  • คิดว่า VLT ต่ำที่สุดดีที่สุด ฟิล์มที่มืดมากอาจไม่เหมาะกับผู้ที่ขับกลางคืนบ่อย
  • คิดว่าความเข้มกับ VLT เป็นตัวเลขเดียวกัน ควรตรวจสอบสเปกของรหัสจริง
  • เลือกฟิล์มจาก VLT อย่างเดียว ควรดู IR, TSER, UV และเทคโนโลยีร่วมด้วย
  • ใช้ความเข้มเดียวทั้งคันโดยไม่ดูตำแหน่ง บานหน้าและรอบคันสามารถเลือกต่างกันได้ตามการใช้งาน
  • ใช้ค่าสูงสุดของซีรีส์แทนทุกความเข้ม ควรตรวจสอบตัวเลขของรหัสที่จะติดจริง

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ VLT

VLT คืออะไร?

VLT หรือ Visible Light Transmission คือค่าที่ใช้บอกปริมาณแสงที่มองเห็นซึ่งสามารถผ่านฟิล์มกรองแสง โดยแสดงเป็นเปอร์เซ็นต์

VLT สูงหมายความว่าอะไร?

VLT สูงหมายถึงมีแสงที่มองเห็นผ่านฟิล์มได้มากกว่า เมื่อเปรียบเทียบภายใต้หลักการเดียวกัน จึงมีแนวโน้มให้ภาพที่มองผ่านสว่างกว่า

VLT ต่ำหมายความว่าอะไร?

VLT ต่ำหมายถึงปริมาณแสงที่มองเห็นผ่านฟิล์มน้อยลง ฟิล์มจึงให้ลักษณะที่เข้มขึ้นและอาจส่งผลต่อความสว่างในการมองเห็นในพื้นที่แสงน้อย

VLT คือความเข้มของฟิล์มหรือไม่?

ไม่ควรถือว่าเป็นค่าเดียวกันโดยตรง ชื่อความเข้ม 40%, 60%, 70% หรือ 80% เป็นการเรียกระดับฟิล์ม ขณะที่ VLT เป็นค่าการส่องผ่านของแสงตามสเปกของรหัสจริง

VLT 5% กันความร้อนได้ 95% หรือไม่?

ไม่ใช่ VLT 5% หมายถึงแสงที่มองเห็นผ่านตามสเปก 5% ไม่ได้หมายความว่ากันความร้อน 95% หากต้องการประเมินด้านความร้อนควรดู IR และ TSER

VLT กับ IR ต่างกันอย่างไร?

VLT ใช้ดูปริมาณแสงที่มองเห็นผ่านฟิล์ม ส่วน IR ใช้ดูการปฏิเสธรังสีอินฟราเรดตามสเปกผลิตภัณฑ์

VLT กับ TSER ต่างกันอย่างไร?

VLT ใช้ดูแสงที่ผ่านฟิล์ม ส่วน TSER ใช้ดูการปฏิเสธพลังงานแสงอาทิตย์โดยรวม จึงเป็นคนละตัวชี้วัดและควรดูร่วมกัน

FIRST CLASS มี VLT เท่าไร?

FIRST CLASS มีค่าแสงส่องผ่านแตกต่างกันตามรหัส ได้แก่ FC30 26%, FC20 19%, FC18 18%, FC15 13% และ FC05 4%

FIRST CLASS รุ่นไหนมี VLT สูงที่สุด?

FC30 มีแสงส่องผ่านสูงที่สุดในกลุ่ม FIRST CLASS ที่ 26% และอยู่ในกลุ่มความเข้ม 40%

ขับกลางคืนควรเลือก VLT เท่าไร?

ไม่มีตัวเลขเดียวที่เหมาะกับทุกคน ควรเลือกโดยพิจารณาความสามารถในการมองเห็นของผู้ขับ สภาพเส้นทาง ตำแหน่งกระจก และทดลองมองผ่านตัวอย่างจริงหากทำได้

บานหน้ากับรอบคันต้องใช้ VLT เท่ากันไหม?

ไม่จำเป็น สามารถเลือกต่างรหัสตามตำแหน่งกระจกได้ โดยบานหน้าควรให้น้ำหนักกับทัศนวิสัยมากเป็นพิเศษ

สรุป VLT คืออะไร และควรเลือกอย่างไร?

VLT หรือ Visible Light Transmission คือค่าที่ใช้บอกปริมาณแสงที่มองเห็นซึ่งสามารถผ่านฟิล์มกรองแสงได้ ยิ่ง VLT สูง แสงยิ่งผ่านได้มาก ส่วน VLT ต่ำจะเปิดให้แสงผ่านน้อยลง

ค่า VLT มีความสำคัญอย่างมากต่อความสว่างและทัศนวิสัย โดยเฉพาะกระจกบานหน้าและผู้ที่ขับรถช่วงกลางคืนเป็นประจำ แต่ไม่ควรใช้ VLT เป็นตัวแทนประสิทธิภาพการกันความร้อน

หากต้องการประเมินฟิล์มอย่างครบถ้วน ควรดู VLT, IR, TSER, UV เทคโนโลยีของฟิล์ม ตำแหน่งกระจก และพฤติกรรมการใช้รถ ประกอบกัน

สำหรับ Super Hi-Kool FIRST CLASS ค่า VLT แตกต่างกันตามรหัส ตั้งแต่ FC30 ที่มีแสงส่องผ่าน 26% ไปจนถึง FC05 ที่มีแสงส่องผ่าน 4% ขณะที่ IR สูงสุดอยู่ที่ 97%, TSER สูงสุด 74% และ UV 99% โดยต้องตรวจสอบสเปกของแต่ละรหัสจริงก่อนตัดสินใจ

ดังนั้นแทนที่จะถามเพียงว่า ฟิล์มควรเข้มกี่เปอร์เซ็นต์? ควรถามเพิ่มเติมว่า VLT เท่าไร? IR เท่าไร? TSER เท่าไร? และเหมาะกับตำแหน่งกระจกกับวิธีใช้รถของเราหรือไม่?

การเลือกจากข้อมูลเหล่านี้ร่วมกันจะช่วยให้ได้ฟิล์มที่สมดุลทั้งเรื่องการมองเห็น ความสบายในการใช้งาน ความเป็นส่วนตัว และประสิทธิภาพด้านความร้อนมากกว่าการตัดสินจากตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งเพียงอย่างเดียว

อ่านเพิ่มเติม


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้